ประเพณีสงกรานต์


โดย Webmaster วันที่ 23 ส.ค. 2555 23:32 น. อ่านไป 2,333 ครั้ง

“วันสงกรานต์” ก็เวียนมาบรรจบครบรอบอีกครั้งแล้วนะคะ  หลายคนจะเข้าใจวันสงกรานต์แต่เพียงการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่  และการเล่นน้ำสงกรานต์เท่านั้น  แต่ในความเป็นจริงประเพณีสงกรานต์นี้ยังมีคติข้อคิดและคุณค่าต่าง ๆ สอดแทรกอยู่มากมาย  เป็นประเพณีที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ในสังคมและสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน  เช่น  ความกตัญญู  ความโอบอ้อมอารี  ความเอื้ออาทรต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมโดยใช้  น้ำ เป็นสื่อกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นประเพณีหนึ่งที่เก่าแก่ของไทยที่ได้ยึดถือปฏิบัติมาแต่ครั้งโบราณ  คอลัมภ์อยู่อย่างไทยในฉบับนี้จึงขอนำเสนอคุณค่าของประเพณีสงกรานต์ให้ได้รับทราบกันดังนี้นะคะ

ความเป็นมา 
                 
                สงกรานต์เป็นประเพณีที่สำคัญและสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยสันนิษฐานว่า เป็นประเพณีดั้งเดิมของอินเดีย  ต่อมาได้แพร่ขยายไปยังท้องถิ่นต่าง ๆ ได้แก่  ลาว  เขมร  พม่า  จีน  และไทย  ทั้งนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนดัดแปลงให้ต่างไปจากเดิมบ้าง ทั้งการประกอบพิธี  รูปแบบ  และพฤติกรรม  ในประเทศไทย  ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า ได้มีประเพณีสงกรานต์มาตั้งแต่เมื่อใด แต่ได้ถือเอาวันที่ ๑๓ เมษายนของทุกปี  เป็นวันสงกรานต์  เสถียรโกเศศสันนิษฐานว่า  ไทยเรารับประเพณีขึ้นปีใหม่  ในวันที่ ๑๓ เมษายน มาจากอินเดียฝ่ายเหนือ  ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ตรงกับการเปลี่ยนจากฤดูหนาวเป็นฤดูใบไม้ผลิ   หรือที่เรียกว่าฤดูวสันต์ของอินเดีย  จัดเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขา  เพราะเป็นช่วงที่อากาศไม่หนาวจัด  ต้นไม้ผลิใบให้ความสดชื่น  บังเอิญช่วงเวลานี้ตรงกับช่วงเวลาที่คนไทยเราในสมัยโบราณว่างจากการทำนาจึงเป็นการเหมาะสมสำหรับคนไทยที่จะฉลองปีใหม่ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย 
                
                 ทั้งนี้  ตำนานเกี่ยวกับสงกรานต์ยังมีปรากฏในศิลาจารึกที่วัดพระเชตุพน ฯ โดยย่อว่า  เมื่อวันสงกรานต์ตรงกับวันใดในแต่ละปี  ก็จะมีนางสงกรานต์ประจำวันนั้น ๆ นางสงกรานต์มีชื่อดังนี้  
                
                 ทุงษเทวี  เป็น  นางสงกรานต์ประจำวันอาทิตย์   
                 โคราดเทวี  เป็น  นางสงกรานต์ประจำวันจันทร์ 
                 รากษสเทวี  เป็น  นางสงกรานต์ประจำวันอังคาร 
                 มัณฑาเทวี  เป็น  นางสงกรานต์ประจำวันพุธ
                 กิริณีเทวี  เป็น  นางสงกรานต์ประจำวันพฤหัสบดี  
                 กิมิทาเทวี  เป็น  นางสงกรานต์ประจำวันศุกร์
                 มโหทรเทวี  เป็น  นางสงกรานต์ประจำวันเสาร์      
                 
                 นางสงกรานต์เป็นธิดาของท้าวมหาสงกรานต์หรือท้าวมหาพรหม  มีหน้าที่ผลัดเปลี่ยนกันดูแลเศียรของท้าวกบิลพรหมซึ่งประดิษฐานอยู่ในพานแว่นฟ้า  เนื่องจากท้าวกบิลพรหมแพ้พนันการตอบปัญหาแก่ธรรมบาลกุมารจึงต้องตัดเศียรของตนบูชาแก่ธรรมบาลกุมาร  ก่อนจะตัดเศียรท้าวกบิลพรหม ได้เรียกธิดาทั้ง  ๗  ซึ่งเป็นนางฟ้า  บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาให้เอาพานมารองรับ  เนื่องจากเศียรของท้าวกบิลพรหมเป็นที่รวมแห่งความร้ายทั้งปวง ถ้าวางไว้บนแผ่นดินไฟจะไหม้โลก  ถ้าโยนขึ้นไปบนอากาศฝนจะแล้ง  ถ้าทิ้งลงในมหาสมุทรน้ำจะแห้ง  ธิดาทั้ง  ๗  จึงผลัดเปลี่ยนกันถือพานรองเศียรของ ท้าวกบิลพรหมไว้คนละ ๑  ปี 
                 
                 เมื่อถึงวันสงกรานต์  คนไทยสมัยก่อนสนใจที่จะรู้ชื่อนางสงกรานต์  พาหนะทรง   เพราะคนไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม  ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาน้ำฝนจากธรรมชาติ  คำทำนายต่าง ๆ เป็นการเตรียมพร้อม  ในการที่จะต้องเผชิญกับภาวะต่าง ๆ เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่  ผลิตผลและการทำมาหากินทั่วไป 
                
                 วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย จนถึงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ ทางราชการ จึงได้เปลี่ยนใหม่ โดยกำหนดเอาวันที่ ๑ มกราคม เป็น วันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้เข้ากับหลักสากลที่  นานาประเทศนิยมปฏิบัติ  อย่างไรก็ตามแม้จะมีการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่  ประชาชนก็ยังยึดถือว่า    วันสงกรานต์มีความสำคัญ   สงกรานต์จึงเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย

ความหมายของประเพณีสงกรานต์

                 คำว่า “สงกรานต์” เป็นภาษาสันสฤต  แปลว่า  ก้าวขึ้น  ย่างขึ้นหรือเคลื่อนที่  หมายถึง ช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนจากราศีหนึ่งไปสู่อีกราศีหนึ่ง  ซึ่งเมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนจาก ราศีมีนสู่ราศีเมษ   ถือว่าเป็นสงกรานต์ปี  จะเรียกพิเศษว่า “มหาสงกรานต์”  อันเป็นวันขึ้นปีใหม่  ซึ่งเป็นการนับทางสุริยคติ   จะตกอยู่ในระหว่างวันที่ ๑๓ , ๑๔ และ ๑๕ เมษายน  โดยแต่ละวันจะมีชื่อเรียกเฉพาะ   ดังนี้
                
                 วันที่  ๑๓  เมษายน  เรียกว่า  วันมหาสงกรานต์  หมายถึง  วันที่พระอาทิตย์ก้าวขึ้นสู่ ราศีเมษอีกครั้งหนึ่ง  หลังจากผ่านเข้าสู่ราศีอื่น ๆ มาแล้ว  ๑๒  เดือน  ซึ่งวันที่  ๑๓  เมษายนนี้ทางการ    ยังกำหนดให้เป็น “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ”  ด้วย  เพื่อให้ลูกหลานได้เห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ ซึ่งมักเป็นบุพการีหรือผู้อาวุโสที่เคยทำคุณประโยชน์แก่ชุนชน/บ้านเมืองหรือสังคมนั้นๆมาแล้ว
                 
                 วันที่  ๑๔  เมษายน  เรียกว่า  วันเนา  แปลว่า  วันอยู่  หมายถึง  วันที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษเรียบร้อยแล้ว  วันนี้รัฐบาลได้กำหนดให้เป็น “วันครอบครัว”  ด้วย
                 
                 วันที่  ๑๕  เมษายน  เรียกว่า  วันเถลิงศก  หรือ วันพญาวัน  คือ  วันเริ่มเปลี่ยนจุลศักราชใหม่    หรือวันเริ่มปีใหม่
                 
                 ทั้งสามวันนี้หากคำนวณตามโหราศาสตร์จริงๆอาจจะมีการคลาดเคลื่อนไม่ตรงกันบ้าง  เช่น    วันมหาสงกรานต์  อาจจะเป็นวันที่  ๑๔  เมษายน  แทนที่จะเป็นวันที่  ๑๓  เมษายน  แต่เพื่อให้จดจำได้ง่าย  จึงกำหนดเรียกตามที่กล่าวข้างต้น
                 
                 จากการที่สงกรานต์เป็นประเพณีวันขึ้นปีใหม่ของไทย   ที่ได้ยึดถือปฏิบัติมาช้านาน  และมี ธรรมเนียมปฏิบัติที่ชัดเจนสืบทอดต่อมาจนกลายเป็นวัฒนธรรมประจำชาติที่งดงาม  มีความมุ่งหมายที่จะก่อให้เกิดความสงบสุขแก่จิตใจ  ครอบครัวและสังคมเป็นสำคัญ  เทศกาลนี้จึงมีกิจกรรมที่หลากหลายและมีเหตุผลในการกระทำทั้งสิ้น  ซึ่งจะขอยกตัวอย่างกิจกรรมต่าง ๆ ที่นิยมจัดหรือ     ปฏิบัติกันในภาคต่าง ๆ เป็นภาพรวมเพื่อให้ทราบ  ดังต่อไปนี้
                
                 ก่อนวันสงกรานต์   มักจะเป็นการเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ เพื่อความเป็นสิริมงคล ในการต้อนรับชีวิตใหม่ที่จะเริ่มต้นขึ้นในวันปีใหม่  คือ  การทำความสะอาดบ้านเรือน  รวมถึงข้าวของ เครื่องใช้  บางคนก็ไปช่วยทำความสะอาดที่สาธารณะต่าง ๆ  เช่น  วัด  โรงเรียน   ชุมชน  เป็นต้น  รวมทั้งมีการจัดเตรียมอาหารคาวหวานเพื่อไปทำบุญ  หลาย ๆ คนก็มีการจัดเตรียมเสื้อผ้าเครื่องประดับที่จะใส่ไปทำบุญ ตลอดจนมีการจัดผ้าที่จะนำไปไหว้ผู้ใหญ่ที่จะไปรดน้ำขอพรจากท่านด้วย
                 
                 การเตรียมตัวในเรื่องต่าง ๆ ก่อนวันสงกรานต์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำความสะอาด การจัดทำอาหารไปทำบุญ ฯลฯ  จะทำให้เรารู้สึกสดชื่น  มีความหวัง  และรอคอยด้วยความสุข  การได้ทำความสะอาดบ้านก็เหมือนการได้ฝึกชำระจิตใจล่วงหน้าไปในตัว

                 วันสงกรานต์  เมื่อวันสงกรานต์มาถึง  ก็จะเป็นเวลาที่ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส  จิตใจเบิกบาน  ซึ่งกิจกรรมในวันนี้ก็มักจะเป็น การทำบุญตักบาตรตอนเช้า  หรือนำอาหารไปถวายพระที่วัด  ทำบุญอัฐิ   อาจจะนิมนต์พระไปยังสถานที่เก็บหรือบรรจุอัฐิ  หากไม่มีก็เขียนเพียงชื่อในกระดาษก็ได้  เมื่อบังสุกุลเสร็จแล้วก็เผากระดาษนั้นเสีย  การสรงน้ำพระ  จะมี ๒  แบบ  คือ  สรงน้ำพระภิกษุสามเณร  และการสรงน้ำพระพุทธรูป

                 นอกจากนี้ยังมี การก่อเจดีย์ทราย โดยนำทรายมาก่อเป็นเจดีย์ต่างๆในวัด  จุดประสงค์ก็คือให้วัดได้ประโยชน์ในการก่อสร้างหรือใช้ถมพื้นต่อไป  เพราะสมัยก่อนคนมักเข้าวัดทำกิจกรรมต่าง ๆ เขาก็ถือว่าทรายอาจติดเท้าออกไป  ดังนั้นเมื่อถึงปีหนึ่งก็ควรจะขนทรายไปใช้คืนให้แก่วัดการปล่อยนกปล่อยปลา  ซึ่งช่วงเทศกาลสงกรานต์มักจะเป็นหน้าแล้ง  น้ำแห้งขอดอาจจะทำให้ปลาตาย  จึงมักมีการปล่อยนกปล่อยปลาที่ติดบ่วงติดน้ำตื้นให้เป็นอิสระ  หรือบางแห่งก็มีการปล่อยพันธุ์ปลาลงสู่แหล่งน้ำ  เพื่อช่วยสร้างสมดุลธรรมชาติ 
                
                 นอกเหนือไปจากการทำบุญข้างต้นแล้ว  ก็ยังมีการรดน้ำ ขอพรผู้อาวุโสหรือผู้ใหญ่ ที่เคารพนับถือในครอบครัว  ชุมชนหรือที่ทำงาน  การรดน้ำอาจจะรดทั้งตัวหรือเฉพาะที่ฝ่ามือก็ได้  และควรจัดเตรียมผ้านุ่งหรือของไปเคารพท่านด้วย
                
                 สำหรับการเล่นรื่นเริง จะมีหลายอย่าง  เช่น  เข้าทรงแม่ศรี  การเข้าผีลิงลม    การเล่นสะบ้าเล่นลูกช่วง  เล่นเพลงพิษฐาน(อธิษฐาน)  รวมไปถึงมหรสพและการแสดงต่าง ๆ  เป็นต้น  ซึ่งแต่ละการละเล่นนั้นจะขึ้นอยู่กับความนิยมของคนในพื้นที่นั้น ๆ 

กิจกรรมอีกอย่างที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นที่นิยมและได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของสงกรานต์ ไปแล้วก็คือ  การเล่นรดน้ำ  ระหว่างเด็ก  ๆ  และหนุ่มสาว  ซึ่งแต่เดิมนั้นมักเล่นกันเฉพาะในหมู่ญาติ  พี่น้อง  เพื่อนฝูง  เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างกัน  โดยจะใช้น้ำสะอาดผสมน้ำอบ หรือน้ำหอม และเล่นสาดกันด้วยความสุภาพ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top