วัฒนธรรมในการเสียตัวของผู้หญิงไทยสมัยโบราณ


โดย Webmaster วันที่ 23 ส.ค. 2555 23:32 น. อ่านไป 15,718 ครั้ง

ความเสื่อมทางสังคมของเราเริ่มเดินทางมาถึงจุดถึงพริกถึงขิงกันในระยะนี้จนหมดหนทางที่จะยับยั้งและจะแก้ไขใดๆ ขึ้นมาแล้ว เมื่อรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยคอร์รัปชันของเราตั้งขึ้นมา เราถึงกับลงทุนให้มีการเดินตรวจบาร์คลับ และแหล่งคาราโอเกะโดยการแต่งตั้งให้รัฐมนตรีคนหนึ่งมีหน้าที่ออกตรวจ "ปัสสาวะ" สีต่างๆ ของประชาชนคนเที่ยว ซึ่งปรากฏว่าคนไทยบางคนต้องฉงนฉงายว่า การเป็นรัฐมนตรีที่ลงทุนซื้อตำแหน่งขึ้นมาเป็นร้อยๆ ล้านบาทนั้น หน้าที่ของเขาเพียงแค่ทำหน้าที่ตรวจปัสสาวะชาวบ้านเท่านั้นหรือ?
      
ก็คงไม่มีใครมีสติปัญญาพอที่จะไปตอบอะไรได้ นอกจากรู้สึกว่ามันน่าทุเรศเท่านั้นเอง เพราะวิธีแก้ปัญหาบ้านเมืองไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะปัสสาวะสีอะไร?
      
แต่นั่นแหละ เราเป็นคนไทยอะไรที่อาจจะแปลกใหม่หรือโกหกพกลมให้สนุกสนานกันได้ก็ทำตามมีตามเกิด
      
ในขณะเดียวกัน ในกรุงเทพฯ ก็เต็มไปด้วยหอพักสำหรับให้ หมูหน้าโง่ ไก่บ้านนอก ที่อ้างว่าจะเข้ามาเรียนหนังสือก็จะมาเช่าเพื่อรวมพวกสูบยาบ้า และสมสู่ได้เสียกันอย่างสนุกสนาน ไก่อ่อนและหมูหน้าโง่จากต่างจังหวัดก็แห่กันเข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ เพื่อให้เท่าเทียมกับคนอื่น พ่อแม่ก็อาบเหงื่อต่างน้ำเพื่อหาเงินเป็นทุนให้ลูกมาสนุกสนานกับผู้ชายซึ่งไม่รู้มัน ติดเอดส์มาจากไหน หรือเปล่า
      
แต่เมื่อผู้มีบุญลงมาเกิดเป็นจำนวนมากมักจะพูดพล่อยๆ ออกมาว่าปัญหาเหล่านี้จะมีทางแก้ไขได้โดยเหตุผลประการต่างๆ และปรากฏว่าหลังจาก พูดพล่อยกันไปพล่อยกันมา เป็นแรมปีก็ปรากฏว่าความเสื่อมโทรมทางด้านวัฒนธรรมทางเพศ และความสำส่อนของผู้หญิงผู้ชายไทย ไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย แต่ดูเหมือนยิ่งจะหนักยิ่งขึ้นอีก เฉพาะทางด้านกามารมณ์ และความสำส่อนทางเพศกลายเป็นธุรกิจประจำวันไป แม้แต่พ่อข่มขืนลูกสาวอายุไม่กี่ขวบก็ยังมีข่าวพอๆ กับข่าวเด็กผู้หญิงที่ไปคลอดลูกในห้องน้ำสาธารณะแล้วทิ้งไว้ทำกันต่างๆ นานาสารพัน 
      
ในสมัยโบราณ คนไทยไม่เคยรู้จักสิ่งต่างๆ ที่เราทำกันอยู่ในสมัยนี้ และถ้าหากใครทำอะไรขึ้นมาซึ่งไม่ใช่ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ปฏิบัติกันมาเป็นพันๆ ปีแล้วจะถือว่า เป็นที่วิปริตวิตถาร เป็นอุบาทว์หรือเสนียดจัญไรกันไปเลย ตั้งแต่แรกเกิดจนเป็นหนุ่มเป็นสาว ผู้หญิงทุกคน จะได้รับการเฝ้าระวังและดูแลอย่างเข้มงวดจากพ่อแม่ ญาติพี่น้อง จะยอมให้ผิดประเพณีไม่ได้ การสมสู่ระหว่างผู้หญิงผู้ชายเป็นเรื่องที่คนสมัยโบราณจะมีฤกษ์ยาม และกฎเกณฑ์กว่าการสมสู่ของสัตว์เดียรัจฉานทุกชนิด และทำกันอย่างปกปิดและเป็นเรื่องส่วนตัวอย่างที่สุด เพราะไม่เพียงแต่ว่ามันเป็นเรื่องที่ควรจะอับอายเท่านั้นก็หาไม่ แต่โบราณถืออย่างเคร่งครัด เป็นเรื่องอัปรีย์ที่จะติดตัวผู้หญิงคนนั้นไปทั้งชีวิต ฉะนั้นจึงต้องกระทำกันอย่างเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ให้ใครรู้ใครเห็น ถ้าขืนทำนอกลู่นอกทางไม่มีกฎเกณฑ์หรือเป็นเรื่องประเจิดประเจ้อแล้วถือว่าเป็นเรื่องอัปมงคลแก่ผู้ประกอบกิจที่ท่านกล่าวว่า ผู้หญิงผู้ชายคู่นั้นอาจจะต้องตายจากกัน หรือเป็นผัวเป็นเมียอยู่ด้วยกันไม่ได้หรือต้องเลิกจากกัน มีปัญหาร้ายแรงในครอบครัว มีอุปสรรคเป็นอย่างมากในการทำมาหากิน เพราะฉะนั้นในการเกิดเป็นคนไทยสมัยโบราณจึงมีกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดมากในเรื่องการสมสู่ และความสนุกสนานทางเพศทั้งผู้หญิงผู้ชาย
      
ประการแรกที่ผู้หญิงผู้ชายจะต้องสมสู่หรือมีความปรารถนาที่จะสมสู่เพื่อการเป็นผัวเป็นเมียที่จะให้ประสบความสุขความสำเร็จกันนั้น จะต้องกระทำตามกฎคือวันที่แต่งงานที่จะได้เสียกันระหว่างผู้หญิงผู้ชายนั้น ท่านให้แหงนดูท้องฟ้าซึ่งมีดาวหลายดวงโคจรอยู่
      
       เฉพาะอย่างยิ่งดวงจันทร์
      
ในวันใดที่ดวงจันทร์โคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ แสงที่ร้อนแรงของดวงอาทิตย์จะกลบรัศมีของดวงจันทร์จนหมด ท่านเรียกวันนี้ว่าเป็นวันที่จันทร์ไม่มีแสงหรือหมดแสงเรียกว่า จันทร์ดับหรือตกเข้าวันแรม 15 ค่ำ ท่านห้ามทำพิธีแต่งงานหรือห้ามมีการได้เสียกันระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย เพราะถือว่าวันที่จันทร์ไม่มีแสงหรือที่เรียกกันว่า Combustion การทำพิธีการใดๆ หรือการสมสู่ได้เสียกันถือว่าเป็น วันอัปมงคล ทั้งสิ้น 
      
เพราะฉะนั้นปัญหาความเสื่อมโทรมของสังคมที่มาจากความประพฤติของผู้คนไม่ว่าจะทางด้านกามารมณ์หรือด้านไหนก็ตาม จะไม่ปรากฏขึ้นเหมือนที่มันเกิดขึ้นในสังคมไทยที่เราไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ใดๆ หรือไม่ยอมยึดถือกฎเกณฑ์ใดๆ นอกจากจะทำตามใจตัวเอง แม้ว่าจะเป็นเรื่องอัปมงคลเท่าไรเราจะไม่คำนึงถึง เรามุ่งอย่างเดียวคือ เอาสนุกสุขสันต์ เข้าว่า
      
       สังคมของเรามันแตกพังไปแล้วชนิดที่ไม่มีทางซ่อมได้
      
และใครมัวไปถือประเพณีธรรมเนียมอย่างที่ว่าแล้วกลายเป็นคนไม่ทันสมัยหรือเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาไป
       
เมื่อประมาณ 20 กว่าปีเศษๆ มานี้ ประเพณีนี้ยังยึดถือกันอยู่ในหมู่คนไทยตามชนบทต่างๆ อย่างในภาคใต้ ที่อำเภอร่อนพิบูลย์ นครศรีธรรมราช ผู้หญิงผู้ชายที่จะเป็นผัวเป็นเมียกัน ไม่จำเป็นจะต้องรู้จักมักคุ้นหรือเกี้ยวพาราสีซึ่งกันและกัน เมื่อต้องการแต่งงานก็จะส่งคนไปสู่ขอพ่อแม่เอาดื้อๆ เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงจะสืบดูว่าผู้ชายมีคุณสมบัติพอที่จะเป็นเขยได้หรือไม่ ใครก็ตามที่เดินตามหลังผู้หญิงสาวคนใดคนหนึ่งที่เห็นว่าเป็นการเดินตามเกี้ยวพาราสีให้ระวังตัว ใครคนใดคนหนึ่งฝ่ายหญิงจะหาวิธีฆ่าทิ้งหรือทำอันตรายทันที ถือว่าเป็นการกระทำที่ดูถูกฝ่ายหญิง
      
       เพราะฉะนั้น คนที่นั่นในสมัยก่อนจะต้องมีเมียมีผัวโดยไม่มีการบอกรัก
      
       เดี๋ยวนี้เจอหน้าที่ไหนจะบอกรักเสียเลยก็ย่อมได้
      
ทางภาคเหนือสาวๆ สมัยก่อนถูกเนื้อต้องตัวก็ไม่ได้เพราะจะเสียผี การเสียท่าผู้ชายถึงกับเสียเนื้อเสียตัวนั้นเป็นเรื่องเลวร้ายมาก ผีปู่ย่าตายายหรือผีเมืองจะลงโทษได้ เพราะฉะนั้นจะมีประเพณีเสียผีกันขึ้น
      
ทุกวันนี้ไม่มีผี ไม่มีอะไรจะต้องเสียผีไม่ว่าจะทำอะไรแม้แต่จะข่มขืนหรือหลอกลวงยังไงก็ได้ ดูเหมือนผีอาจจะชอบเสียด้วยซ้ำไปเฉพาะอย่างยิ่งผีกลัวเงิน
      
กฎเกณฑ์หรือประเพณีต่างๆ ที่คนไทยยอมรับนับถือกันมานั้น ถ้าพูดกันในทุกวันนี้จะว่าเป็นเรื่องโง่เขลาเบาปัญญา ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะเชื่อถือได้
      
วันพระ วันดับหรือดวงจันทร์จะแหว่งจะเต็มแค่ไหนเพียงไรก็ไม่มีอะไรน่าจะเกี่ยวข้องกัน เพราะดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์หรือดวงดาวต่างๆ อยู่ในท้องฟ้ากี่หมื่นกี่พันโยชน์ ส่วนคนที่จะมาเกิดนั้นมาจากการที่หญิงชายกระทำกันสองต่อสองไม่มีใครรู้ใครเห็น จะไปสนใจทำไมกับเรื่องดวงดาวที่ว่ามานั้น?
      
เป็นไปได้หรือไม่ว่ามันจะต้องเป็นแบบนั้นโดยไม่มีเหตุมีผลเอาเสียเลย ทั้งๆ ที่ความเชื่อถือและประเพณีเหล่านี้ที่ได้ยึดถือกันมาไม่น้อยกว่า 6,000 ถึง 10,000 กว่าปีมาแล้ว หมู่คนหลายเชื้อชาติหลายภาษาตั้งแต่บาบิโลเนีย กรีก โรม และอินเดีย คนทุกชาติเหล่านี้จะยอมรับกฎเกณฑ์กันมาทั้งนั้น ที่สำคัญที่สุดก็คืออิทธิพลของดวงดาวหรือดวงจันทร์ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตต่อสิ่งที่เป็นน้ำ จะต้องเป็นระยะที่จันทร์ดับหรือจันทร์ไม่มีแสง เพราะฉะนั้น โบราณไทยจะพูดแต่เพียงสั้นๆ ว่า "วันโกนไม่ละ วันพระไม่เว้น" ซึ่งทุกวันนี้เราไม่สนใจกัน ขอแต่ให้สนุก
      
หรืออาจจะกล่าวได้ว่าชีวิตคนนั้นไม่ได้เกิดมาจากน้ำล้างชาม แต่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างหญิงและชายซึ่งมองไม่เห็นว่าการรักร่วมเพศมันจะสนุกสนานจนไปถึงฟ้าถึงสวรรค์ตรงไหน และในขณะมีการสมสู่กันนั้น ดวงดาวในท้องฟ้าที่มีอิทธิพลต่อชีวิตพืชพันธุ์ทุกชนิดจนกระทั่งถึงผู้ถึงคนนั้น มันมีอิทธิพลของการเริ่มต้นชีวิตของผู้คนและสรรพชีวิตบนพื้นโลกทั้งสิ้น
      
เพราะฉะนั้นชีวิตและสังคมคนโบราณไม่ว่าชาติไหน อาจจะมีเหตุผลแตกต่างกันในด้านการใช้กามารมณ์ที่มีหลักเกณฑ์ที่ว่านี้ นอกจากในนิยายเรื่อง "กากี" แล้ว ในประวัติศาสตร์ของสังคมไทยจึงมีเพียงนิยายเรื่อง "กากี" เรื่องเดียวเท่านั้นที่มีเรื่องสำส่อนให้คนไทยได้ยินได้ฟัง นอกนั้นคนไทยและสังคมไทยจะไม่มีปัญหาในเรื่องนี้
      
เราไม่ต้องมีบาร์ไม่ต้องมีคลับ ไม่มีคาราโอเกะ เราก็สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุข
      
ไม่มีใครไปตรวจปัสสาวะใครหรือไม่มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีขึ้นมาตรวจปัสสาวะให้โก้เก๋ไปอย่างที่เราทำกันมา
      
ในบรรดาวัฒนธรรมประเพณีที่เคร่งครัดเอาเป็นเอาตายของคนไทย และสังคมไทยสมัยโบราณ ปัญหาเรื่องความรักและกามารมณ์เป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดที่ยอมรับยอมปฏิบัติกันอย่างจริงจังเหมือนศาสนาที่ศักดิ์สิทธิ์
      
เพราะโบราณถือว่ากามารมณ์และความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงนั้น เป็นเรื่องของโชคลาภ เป็นเรื่องของความสุขความเจริญ เป็นเรื่องที่จะต้องสืบต่อกันไปถึงชาติหน้าซึ่งจะมีจริงหรือไม่จริงไม่รู้ แต่เราเชื่อกันอย่างนั้น เพราะฉะนั้นในเรื่องเกี่ยวกับความรักและการแต่งงานของคนไทยนั้นจะต้องมีฤกษ์ยามศึกษาเล่าเรียนหรือเขียนกันไว้เป็นตำรับตำรา ซึ่งจะเห็นได้จากตำราโหราศาสตร์ไทยที่ใช้กันมาตั้งแต่ยุคสุโขทัยแล้ว
      
ในตำราโหราศาสตร์ไทย และในระบบนิรานะหรือระบบไทยที่คนไทยใช้กันอยู่นั้น ท่านย่อท้องฟ้ามาเป็นวงกลมที่มีเส้นรอบวง เส้นรอบวงกลมหรือเส้น Meridian ที่ความกว้าง 360 องศา ในรอบวงกลม 360 องศานั้น ท่านแบ่งออกเป็นราศี 12 ราศี ราศีละ 30 องศา ในราศีเหล่านี้ก็คือ แผนที่ของดวงดาว ที่สำคัญจะต้องโคจรผ่านเข้าไป เฉพาะอย่างยิ่งดวงจันทร์จะต้องโคจรผ่านเข้าไปในบริเวณที่จะมีกลุ่มดาวต่างๆ 27กลุ่มรวมกันอยู่อย่างถาวร ดาวต่างๆ ที่จะโคจรผ่านราศีทั้ง 12 ไปก็จะต้องผ่านกลุ่มดาว 27 กลุ่มนี้ ซึ่งมีกลุ่มดาวดีชั่วให้คุณให้โทษแก่คนแต่ละคนที่เกิดมาในวันใดเวลาใด วันนั้นเวลานั้นจะสามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าผลของมันจะเป็นอย่างไร เพราะอิทธิพลของดวงจันทร์ที่โคจรไปสถิตในกลุ่มดาวฤกษ์กลุ่มนั้น
      
อย่างไม่กี่วันมานี้ คนไทยดูเหมือนจะบ้าคลั่งในวันที่เรียกว่า "วันแห่งความรัก" หรือวันที่คนไทยทุกคนจะนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้ เพราะเป็นวันแห่งความรักอันดูดดื่ม แม้แต่การจดทะเบียนสมรสกัน แก่เฒ่ายังไงก็อุตส่าห์พยายามไปจดกันในวันนี้ แต่สำหรับคนโบราณแล้วท่านจะปฏิเสธเพราะมันเป็นวันที่ดาวจันทร์โคจรผ่านกลุ่มดาวฤกษ์เรียกว่า "โจโรฤกษ์" ซึ่งเป็นฤกษ์ชั่วฤกษ์หนึ่งในบรรดาฤกษ์ทั้ง 9 ที่เราใช้กันอยู่ การทำการใดๆ เพื่อสวัสดิมงคลและความสุขความเจริญท่านห้ามเด็ดขาด เฉพาะอย่างยิ่ง หญิงสาวที่ยังไม่เคยเสียตัวให้แก่ใครมาก่อนจะเสียตัวในวันนั้นไม่ได้ เพราะเป็นวันที่ดาวจันทร์โคจรเข้าไปเกาะอยู่ในกลุ่มดาวฤกษ์ที่เรียกว่า โจโรฤกษ์ ซึ่งมันเริ่มโคจรเข้ามาอยู่ในฤกษ์นี้แล้วตั้งแต่เวลา 18.07 น. ของวันที่ 15 กุมภาพันธ์ จนกระทั่งถึงเวลา 20.06 น. ของวันที่ 17 กุมภาพันธ์
      
ผู้หญิงที่ยังบริสุทธิ์ ถ้าได้เสียกับผู้ชายคนใดในวันเวลาที่กล่าวนี้ ท่านถือว่าจะประสบโชคร้าย ชีวิตจะมีอันตรายหรือจะถูกทอดทิ้งไม่ว่าจะรักกันขนาดไหนก็ตาม (ถ้าหากเคยได้เสียกันมาก่อนแล้วไม่เป็นอะไร ท่านห้ามไว้แต่การเสียตัวครั้งแรกเท่านั้น)
      
เพราะเหตุผลเหล่านี้ คนไทยสมัยโบราณที่จะยอมให้ลูกหลานแต่งงานนั้น จึงเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ว่าจะสวยหรือไม่ว่าจะยากดีมีจน การแต่งงานจะแต่งกับใครแต่งที่ไหน จะต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดทั้งฐานะความเป็นอยู่ นิสัยใจคอ เพราะฉะนั้นปัญหาสังคมไทยจึงเป็นสังคมที่ดำเนินไปตามกฎระเบียบที่คนไทยยึดถือปฏิบัติกันมาเป็นลำดับจึงสูญพันธุ์ไปโดยสิ้นเชิง
      
แต่มาถึงทุกวันนี้ ระเบียบและกฎเกณฑ์ต่างๆ ไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว ใครจะทำอะไร คิดอะไรอย่างไรก็ได้ ความผูกพันกับครอบครัวก็ไม่มี เฉพาะผู้ให้กำเนิดไม่ว่าพ่อหรือแม่ ส่วนมากจะทำได้แต่ลูกหรือให้ลูกเกิดมาเท่านั้น แต่การจะเอาใจใส่ดูแลนั้นจะไม่มี เนื่องจากความไม่รู้ ความไม่รับผิดชอบ ความยากจนหรือการทำมาหากินอะไรก็แล้วแต่ ลักษณะของบ้านแตกหรือครอบครัวที่มีปัญหาก็เกิดขึ้น
      
       ทุกวันนี้มีการพูดเรื่องเด็กรุ่นใหม่กันมากมาย ทุกคนแสดงความเป็นห่วงสังคมไทยว่านับวันแต่จะเลวลงทุกที และจะไม่มีทางแก้ไขใดๆ ได้ แม้ว่าจะปรับปรุงหลักสูตรอีกกี่หลักสูตรก็จะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะมันไม่ให้หลักเกณฑ์หรือระเบียบสังคมส่วนใหญ่ที่เด็กรุ่นใหม่ยอมรับนับถือหรือคิดว่ามันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะต้องปฏิบัติตามได้
      
       ปัญหาเลอะเทอะของสังคมไทยทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรง ความเลอะเทอะสำส่อนทางเพศและทุกอย่างจะมาแก้ไขเอาที่ตัวเด็กรุ่นใหม่ทั้งหมดไม่ได้ ต้องไปเริ่มต้นที่ระเบียบและกฎเกณฑ์ทางสังคมที่เราจะต้องกำหนดให้ได้ว่าจะเอากันยังไง
      
       ครับ ก็ไปที่เรื่องครอบครัวและพวกหัวหงอกหัวดำกันเสียก่อน
      
       เฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันกันกระทำความชั่วอย่างที่ทำกันอยู่ทั่วไป


ข้อมูลจาก     ผู้จัดการออนไลน์   20 กุมภาพันธ์ 2548


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top