รักอย่างไร ถึงไม่ฆ่าตัวตาย


โดย Webmaster วันที่ 23 ส.ค. 2555 23:32 น. อ่านไป 1,630 ครั้ง

ข่าวคราวเรื่องเลขานุการสาวประชดรักแฟนหนุ่มอเมริกันกระโดดลงจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (25 เมษายน 2548) และเธอได้เสียชีวิตลงเมื่อเวลา 12.25 น.ที่โรงพยาบาลราชวิถีแล้ว ทำเอาไลฟ์ ออน แคมปัส อดคิดถึงเหตุการณ์ทำนองเดียวที่เกิดขึ้นกับบรรดานิสิต นักศึกษา ที่หาทางออกด้วยวิธีการแบบเดียวกันกับเลขานุการสาวรายดังกล่าวอยู่เสมอๆ แต่สำหรับคนที่เคยอกหักและสามารถตั้งสติได้นั้นพวกเขามีอะไร? ยึดเหนี่ยวจิตใจ....
      
เล็ก อุดมลักษณี สาวสวยระดับดาวมหาวิทยาลัยที่เพิ่งจะจบการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพมาได้ไม่กี่เดือนกล่าวว่าเรื่องความรักถือได้ว่ามีความสำคัญกับชีวิตเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าคนเราจะขาดความรักไม่ได้เลย

“เรื่องความรักนี่ก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกันนะ แต่ถ้าเรารู้จักที่จะอยู่กับตัวเองแล้ว ถึงแม้เราจะไม่มีแฟน เราไม่มีความรักตรงนี้เราก็ยังอยู่ได้ 
      
แล้วเราก็ยังมีคนที่รักเรามากที่สุดนั่นก็คือพ่อกับแม่ของเรา อย่างเล็กตอนนี้เพิ่งจะเรียนจบมาก็ไม่สนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ตอนนี้ขอทำงานก่อนดีกว่านี่ก็เพิ่งจะได้งานเป็นเซลส์ขายรถอยู่แถวบ้านนี่ล่ะค่ะ”
      
จุก ธนิญา สาวสวยผู้กำลังขึ้นปี 4 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบอกสำหรับเธอแล้วเรื่องความรักสามารถแบ่งได้เป็น 3 แบบหลักๆ ด้วยกันนั่นก็คือความรักแบบครอบครัว ความรักแบบเพื่อนและความรักแบบแฟน 
      
“เรื่องความรักแบบแฟนนี่ถ้าถามว่าสำคัญไหมก็สำคัญนะ เมื่อคนเราถึงเวลาที่เหมาะสมก็จะมีเรื่องความรักแบบแฟนเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่เรื่องการจะให้ใจไปเต็มร้อยนี่จุกคิดว่าคงต้องยั้งๆ ไว้นิดหน่อยคือเราก็ต้องเผื่อใจไว้ผิดหวังบ้าง”
      
เหตุผลที่จุกไม่ยอมให้ใจกับใครไปแบบเต็มร้อยก็เพราะ เธอเกรคงว่าในบางครั้งที่เรามองว่าเขารักเรา แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่ความรักอาจจะเป็นการชอบพอในเรื่องของนิสัย ในเรื่องของทัศนคติก็เป็นไปได้
      
“ถ้าเรารู้จักที่จะเผื่อใจไว้บ้างเวลาที่เรารักใครแล้วถ้าเกิดอกหักขึ้นมาจะสามารถทำใจได้ง่ายขึ้น แล้วจุกเองก็มองว่าถึงแม้เราจะอกหักมาเราก็ยังมีคนอื่นๆ อีก ที่เขารักเรา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ เป็นครอบครัวหรือเป็นใครก็ตามที่อยู่รอบข้างเรายังมีอีกเยอะที่รักเรา ถ้าเรามองดีๆ คนรอบข้างที่รักเรายังมีอีกเยอะเลย”
      
ฝน กีรติ นักศึกษาขึ้นชั้นปีที่ 2 จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญนั้นมีประสบการณ์ที่เคยเกือบจะฆ่าตัวตายเหมือนกันตอนอกหักครั้งแรกในชีวิต
      
“ตอนที่ฝนอกหักตอนนั้นกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว คนที่คบกันนั่นก็คบกันมาเป็นปีเลยนะ แล้วอยู่ๆ เขาก็หายไปเลยไม่โทรฯ มา ไม่มาหา หรือเวลาฝนโทรฯ ไปก็ไม่รับสาย ไปหาก็ไม่อยู่ คือเหมือนกับว่าเขาจะให้เรารู้เองว่าเราเลิกคบกันนะ ตรงนี้นี่ฝนรู้ล่ะว่าจะเลิกกัน แต่ฝนอยากได้ยินจากปากเขามากกว่า ตอนนั้นนี่เป็นรักครั้งแรกเจอแบบนี้มันเจ็บมาก ไม่อยากมีชีวิตอยู่ อยากตายๆ ไปเลย”
      
“ดีที่ว่าตอนนั้นนี่อยู่กับเพื่อน เพื่อนๆก็คอยดึงไว้ แล้วพ่อแม่ก็รู้ว่าเราอกหัก ตอนนั้นฟุ้งซ่านมากๆ จนพ่อแม่ต้องพาเข้าวัดไปนั่งสมาธิ พอเข้าวัดลองนั่งสมาธิก็พอจะตั้งสติได้ก็เออช่างมันเถอะจะไปไหนก็ไป เราอยู่ได้โดยไม่มีเขา แล้วพอดีที่ว่ามีคนอื่นเข้ามาด้วยก็เลยทำใจได้ง่ายหน่อย”
      
ฝนยังเล่าอีกว่าในขณะนี้ถึงแม้เธอจะมีคนรักใหม่แล้วก็ตามแต่เธอจะไม่ยอมให้ใจไปแบบเต็มร้อยเหมือนในอดีตอีก
      
“ของแบบนี่เจ็บแล้วต้องจำค่ะ เคยให้ไปเต็มร้อยแล้วผลที่กลับมามันทำให้เจ็บมากๆ ก็เลยไม่คิดจะรักใครแบบเต็มร้อยอีกแล้ว สมมติอกหักอีกจะได้ทำใจได้ไม่ฟุ้งซ่านอีก”
      
ทางด้านพระราชธรรมนิเทศ หรือ ท่านเจ้าคุณพระพยอม กัลยาโณ ได้ให้คาถาเตือนใจคนรุ่นใหม่ไว้ เมื่อวันที่ทางสถาบันเอ็นคอนเซ็ปท์ของ “ครูแนน อริสรา ธนาปกิจ” ได้พาคนรุ่นใหม่ไปเรียนรู้เรื่องความรักแบบถูกต้องเมื่อช่วงวันวาเลนไทน์ (14 กุมภาพันธ์ 2548) โดยท่านเจ้าคุณได้เทศน์สอนเยาวชนว่า
      
ถ้าคนเราใจอยู่กับเนื้อกับตัวมากขึ้น คิดจะชอบใครก็จะยับยั้งชั่งใจ มีความตั้งมั่นยั่งยืนได้มากกว่าใจที่ไม่ได้ฝึกเลย ถ้าใจวอกแวกพลิกไปพลิกมาอย่างกับลิง มันก็รักกันอย่างกับลิง แป๊บๆ ถ้าเราฝึกใจให้มั่นคง เวลาความรักมันเกิดก็เกิดอย่างมั่นคง แล้วก็เกิดอย่างฉลาด ฉลาดว่ารักอย่างไรให้มั่นคง รักแล้วมีสัจจะต่อกัน...
      
ถ้าเราเป็นนักเรียนนักศึกษา ควรให้สัจจะต่อกันว่า ถ้าเราเรียนไม่จบ เราจะไม่แต่งงาน ไม่อยู่ร่วมกัน เอาความรักเป็น motivation ผลักดันให้เกิดตั้งมั่น เอาความรักมาเป็นสมาธิ เอามาเป็นตัวขับเคลื่อนให้อยากเรียน ให้ก้าวหน้า ให้สำเร็จ เพื่อที่จะได้อยู่ร่วมกันอย่างสมบูรณ์ด้วยปัญญาทั้งคู่
      
“ความรักของคนสมัยก่อนนั้นยืดยาว ยั่งยืน กว่าปัจจุบันที่รักแบบแป๊บเดียว รักง่ายหน่ายเร็ว รัก 2 วัน 3 วันทิ้ง เขาเรียกรักแบบจิ้มดูด โบราณเค้ารักแบบแช่อิ่ม เพราะเขาต้องการให้เกิดครอบครัวประเสริฐ เขาอยู่กันยันตาย ฉะนั้น ความรักต้องมีสติปัญญา อย่าปล่อยให้ใจวูบง่ายๆ”.....

ข้อมูลจาก     ผู้จัดการออนไลน์


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top