" ชุดนศ.ยุคโชว์ส่วนสัด " ได้ใจวัยรุ่น ขุ่นใจอาจารย์


โดย Webmaster วันที่ 23 ส.ค. 2555 23:32 น. อ่านไป 2,080 ครั้ง

ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึงอยู่เสมอสำหรับการแต่งกายของนิสิตนักศึกษาในปัจจุบัน ผู้ใหญ่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนมองว่าเป็นการแต่งกายที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ขณะที่กระแสแฟชั่นเครื่องแบบนักศึกษาก็ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง จากเสื้อตัวเล็กพอดีตัวคนใส่ ก็แปรผันเป็นเสื้อรัดติ้วไซต์ sss หรือมากกว่านั้น ส่วนกระโปรงนั้นว่ากันว่าแค่สั้นความยาวเหนือหัวเข่า และผ่าลึกอย่างเดียวไม่พอแล้วต้องโหลดเอวให้ต่ำสุดๆถึงจะเข้ากับยุคสมัย....
      
เห็นอย่างนี้ต้องถามไปยังผู้ทำหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับนิสิต นักศึกษา ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ว่าจะมีมาตรการหรือจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ได้บ้าง “ไลฟ์ ออน แคมปัส” ได้สัมภาษณ์พิเศษกับรองอธิการฝ่ายกิจการนักศึกษาจากสองมหาวิทยาลัยในมุมมองจากอาจารย์ถึงลูกศิษย์ที่แต่งตัวในชุดนิสิตนักศึกษาแบบโชว์ส่วนสัด....
      
ผศ.พัชรี สวนแก้ว รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กล่าวถึงการแต่งกายของนิสิต นักศึกษา ในปัจจุบันนี้ว่า หลายคนเท่าที่เห็นมักจะเลือกแต่งกายตามแฟชั่นมากไป แม้กระทั่งการแต่งกายในเครื่องแบบนักศึกษา ไม่ค่อยคำนึ่งถึงกฏระเบียบของสถาบันแต่กลับมองว่าชุดที่ถูกระเบียบนั้นเป็นอะไรที่เชย
      
“เดี๋ยวนี้ชุดเครื่องแบบนักศึกษาที่ถูกระเบียบนั้นจะถูกมองว่าเป็นชุดที่ไม่ทันสมัยนิยม หลายคนเห็นว่าเชยก็จะไม่สวมใส่กัน ซึ่งเรื่องนี้อยากให้เขาได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเป็นมหาวิทยาลัยด้วย
      
อย่างเช่นเครื่องแบบนักศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตบริเวณแขนเสื้อจะติดแถบชื่อของสถาบัน ซึ่งเห็นนักศึกษาหลายคนไปตัดแขนเสื้อออกให้มันสั้นกว่าเดิมซึ่งก็จะเหลือแต่คำว่าสวน พอเราเห็นก็เตือนเขาว่ามันไม่ดีนะเหลือแต่คำว่าสวนดูมันยังไงๆอยู่ อยากให้เขาดูด้วยว่าแต่ละสถาบันมีกฎระเบียบวางไว้อย่างไรบ้าง”
      
“การแต่งกายบางครั้งมันบ่งบอกในเรื่องของปัญหาทางเพศได้ คือสำหรับคนที่ชอบแต่งตัวตามแฟชั่นประเภทนุ่งกระโปรงสั้นๆเสื้อรัดๆ ดูแล้วมันล่อแหลมจะเป็นชนวนให้เกิดเหตุการณ์ไม่ดีได้ ซึ่งในปีนี้สำหรับเรื่องการแต่งกายทางมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตได้มีการออกระเบียบประกาศใช้กฏกติกาว่าด้วยเรื่องการแต่งกายของนักศึกษา ซึ่งความจริงเรามีระเบียบนี้อยู่ตั้งแต่เริ่มตั้งสถาบันแล้วแต่ไม่ได้นำมาใช้ ซึ่งตามข้อตกลงจะบอกไว้ชัดเจนว่าหากนักศึกษาคนใดไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนทางมหาวิทยาลัยจะหักคะแนนความประพฤติทันที ถ้านักศึกษาคนใดถูกหักคะแนนจนถึง 40 คะแนน ทางเราจะทำหนังสือเชิญผู้ปกครองและจะถูกทำทัณบน”
      
ในขณะที่การเรียนการสอนสมัยนี้มีการพัฒนาขึ้นมากทั้งในด้านเทคโนโลยีและบุคลากร แต่สังคมส่วนใหญ่ยังมองว่านักศึกษาหลายคนยังคงด้อยศักยภาพ ในเรื่องนี้ผศ.พัชรีให้ความเห็นว่า ในเมื่อทางมหาวิทยาลัยให้การอำนวยความสะดวกต่อนักศึกษาแล้ว นักศึกษาเองต้องพยายามไขว่คว้าหาความรู้ด้วยตัวเองด้วย
      
“อยากให้นักศึกษาใช้สิ่งที่มหาวิทยาลัยสรรหามาให้ไม่ว่าจะเป็นสื่อการเรียนการสอนซึ่งมีการพัฒนาไปไกลมากแตกต่างจากเมื่อก่อน อย่างเรื่องสื่อคอมพิวเตอร์ควรจะใช้ไปในทางที่เหมาะสมใช้เพื่อใฝ่หาความรู้คือต้องจัดการด้วยตัวเองว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเองและสังคมมากที่สุด”
      
“สิ่งที่อาจารย์เองยังเป็นห่วงอยู่คือช่วงนี้เพิ่งเปิดเทอมจึงอยากฝากไปถึงน้องปีหนึ่งที่พึ่งเข้ามาเป็นเฟรชชี่ของสถาบัน จากนักเรียนมัธยมแล้วก้าวมาอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยนั้น ยังต้องมีการปรับตัวกันค่อนข้างเยอะทั้งเรื่องของเวลาในการเรียน ในระดับอุดมศึกษาย่อมมีเวลามากกว่าตอนเรียนมัธยม ต้องแบ่งเวลาให้เป็นอย่าได้หลงระเริงจนลืมการเรียน”
      
“ขณะเดียวกันยังมีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กันคือเด็กประเภทเรียนเก่งมาก พูดง่ายๆ ก็คือเป็นเด็กเรียน อาจารย์มองว่าเด็กกลุ่มนี้หลายคนไม่ค่อยชอบทำกิจกรรมเพราะกลัวจะไปกระทบกับผลการเรียน ซึ่งหากคุณต้องการเรียนจบออกไปเป็นบัณฑิตที่มีศักยภาพได้นั้นจะต้องมีทั้งไอคิวและอีคิวไปพร้อมๆกัน ซึ่งต้องเริ่มขณะที่กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยนี่แหละจะดีที่สุด หาไอคิวจากการเรียนจากอาจารย์ผู้สอน ส่วนอีคิวหาได้จากกิจกรรมต่างๆที่ทางสถาบันจัดให้”
      
ด้านผศ.ชาลี ทองเรือง รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่านิสิต นักศึกษาในปัจจุบันนี้ยังมีจุดด้อยอยู่มากโดยเฉพาะเรื่องของการมีจิตสาธารณะนั้นลดลงไปเยอะ ไม่ค่อยให้ความสนใจกับคนอื่น มองเรื่องส่วนตัวของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
      
“ความทันสมัยเริ่มมากขึ้นๆทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริการเมื่อพวกเขาไม่พอใจก็เกิดการเรียกร้องมากขึ้นกว่าแต่ก่อน กล้ามากขึ้นบางครั้งดูเหมือนจะก้าวร้าวเกินไป มีความฟุ้งเฟ้อมากขึ้น แต่ความรับผิดชอบกลับลดลง ให้ความเคารพคนอื่นน้อยลง”
      
นอกจากนั้น ผศ.ชาลี ยังบอกว่าเรื่องการแต่งกายของนักศึกษาทางมหาวิทยาลัยนเรศวรเริ่มให้อาจารย์แต่ละคณะไปคุยกับนักศึกษาในคณะของตนเอง ซึ่งบางคณะก็ได้มีการไปรณรงค์ด้วยวิธีการต่างๆ บางคณะนักศึกษาก็มีการตั้งกลุ่มเพื่อตั้งข้อตกลงกันว่าควรจะมีขอบเขตในการแต่งกายให้ทั้งมหาวิทยาลัยและนักศึกษาพบกันคนละครึ่งทาง
      
“ในส่วนของมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดเองก็มีเรื่องเกี่ยวกับการแต่งตัวมากเช่นเดียวกันกับในกรุงเทพ แต่อาจจะน้อยกว่าเพราะมีความทันสมัยช้ากว่าเล็กน้อย ซึ่งถ้าจะให้พูดในเรื่องนี้ส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องที่จะต้องใช้ระยะเวลามากเพราะยิ่งเราบังคับเค้าด้วยวิธีการออกกฎมากเท่าไหร่เค้าก็จะยิ่งต่อต้านมากเท่านั้น ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่ที่ใจของเด็กเอง ต้องให้เค้าภาคภูมิใจตนเอง”
      
“ถ้าจัดกลุ่มนิสิตที่มีปัญหามากที่สุด ผมมองว่าจะเป็นกลุ่มนิสิตภาคพิเศษของมหาวิทยาลัย นิสิตภาคนี้เขาจะมีความใส่ใจที่จะแต่งกายให้เรียบร้อยน้อย ที่น่าเป็นห่วงคือเด็กหลังห้องหมายถึงกลุ่มที่เข้าเรียนแล้วชอบนั่งด้านหลังห้อง เขาจะไม่ค่อยสนใจทั้งเรื่องของการเรียน จะเป็นการแข่งขันในเรื่องของการแต่งตัวมากเกินไป”
      
รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษามหาวิทยาลัยนเรศวร ยังฝากแง่คิดในการดำเนินระหว่างอยู่ในวัยการเป็นนิสิตนักศึกษาว่า ทุกคนควรมองให้ไกลมากกว่านี้อย่ามองแค่วันนี้จะทำอะไร แต่ควรตั้งเป้าให้กับชีวิตตัวเองและลงมือปฏิบัติ รวมทั้งใช้ชีวิตให้คุ้มค่ากับสิ่งที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัย
      
“อยากให้นิสิตทุกคนใช้ชีวิตในการใฝ่หาความรู้ในมหาวิทยาลัยให้มากที่สุด พยายามฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่นกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนหรือเพื่อนร่วมสถาบัน ตั้งเป้าหมายของชีวิตระหว่างที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยและสิ่งที่ยังเป็นห่วงอยู่ตอนนี้คือนักศึกษาที่เรียบร้อยๆ คือไม่ใช่ว่าไม่ดีแต่เพียงแต่มองว่าคนประเภทนี้จะพะวงเรื่องเรียนมากไป ไม่อยากเข้าร่วมกิจกรรม อย่างที่บอกคือจะทำให้เขาไม่สามารถเข้ากับสังคมได้ ไม่สามารถจัดการกับปัญหาของตัวเองได้”
      
“ทางออกที่ดีที่สุดคือให้เรียนไปพร้อมๆกับการเข้าร่วมกิจกรรมที่ทางมหาวิทยาลัยได้เตรียมไว้ให้ด้วยความพอเหมาะพอดี ทั้งนี้อะไรที่มันมากไปหรือน้อยไปมันย่อมไม่ ส่งผลดีทั้งสิ้น ฉะนั้น การเดินบนทางสายกลางทำทุกอย่างให้เกิดความสมดุลจะดีที่สุด”
      
นอกจากนี้ผศ.ชาลี ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การศึกษาของประเทศดูด้อยศักยภาพลงเป็นเพราะอัตราของนักศึกษาต่อจำนวนของอาจารย์นั้นไม่เพียงพอ จำนวนนักศึกษาในปัจจุบันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะที่รัฐบาลกำลังลดปริมาณอาจารย์ลงอีก จึงทำให้อาจารย์เข้าไปให้การดูแลและใกล้ชิดนักศึกษาแต่ละคนน้อยลงด้วย

ข้อมูลจาก    ผู้จัดการออนไลน์


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top