“วัยโจ๋โชว์ระบาดฯ”


โดย Webmaster วันที่ 23 ส.ค. 2555 23:32 น. อ่านไป 3,232 ครั้ง

“วัยโจ๋โชว์ระบาด จิตแพทย์วอนครอบครัวช่วยดูแล” เป็นผลงานการเขียนของ “เมศยา พ่วงศิริ” กับ “รศพร ตั้งเหล่าวัฒนชัย” นักศึกษาภาควิชาวารสารศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพซึ่งตีพิมพ์อยู่ในหนังสือพิมพ์บ้านกล้วยปีที่ 28 ฉบับที่ 1 เดือนกันยายน พุทธศักราช 2548 เรื่องราวจะเป็นอย่างไรเชิญติดตาม...
      
       ******
      
นักจิตวิทยาเผยวัยรุ่นเสี่ยงเป็นโรคชอบโชว์มากขึ้นยอมรับ สื่อมีอิทธิผลต่อการเลียนแบบ แนะครอบครัวดูแลใกล้ชิดสร้างความภูมิใจในตัววัยรุ่น
       
หลังจากคณะแพทย์ เฉพาะทางด้านจิตเวชศาสตร์ ร.พ. ศิริราชเปิดเผย สถิติวัยรุ่นในปัจจุบันมีค่านิยมการแต่งตัวเลียนแบบสื่อแฟชั่นเมืองนอกคือ นิยมแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้นรัดรูปให้ได้มากที่สุด เหมือนดารา นางแบบ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้หากปฏิบัตินานเข้าก็สามารถจะทำให้เกิดความเคยชินและกลายเป็นนิสัยในที่สุด ถ้าวันใดไม่ได้ใส่ชุดสไตล์แบบนี้ก็จะรู้สึกไม่มั่นใจ ไม่มีความสุขในชีวิต ซึ่งอาการดังกล่าวเริ่มเข้าข่ายอาการจิตเภทเอ็กซ์ซิบิชั่นลิซึ่ม หรือเรียกว่า “โรคชอบโชว์”
      
รศ.พญ. ศิริรัตน์ คุปติวุฒิ แพทย์เฉพาะทางด้านจิตเวช ร.พ. ศิริราช ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีผู้ทีเป็นโรคจิตชอบโชว์หรือเอ็กซ์ซิบิชั่นลิซึ่ม มักจะมีพฤติกรรมชอบโชว์อวัยวะเพศหรืออาจชอบเปลื้องผ้าในที่สาธารณะ ซึ่งเป็นการทำให้เกิดความสุขหรือการปลดปล่อยความรู้สึกทางเพศ โดยโรคจิตชนิดนี้ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด เพียงแค่ชอบโชว์ชอบสัมผัสเท่านั้น
      
เพราะปกติแล้วมนุษย์ทุกคนก็จะมีความรู้สึกอยากโชว์ อยากอวดจุดเด่นของตัวเองให้คนอื่นรู้อยู่แล้ว แต่การที่วัยรุ่นรับสื่อมาผิด ๆ จะเข้าใจว่าการโชว์เนื้อหนังเป็นเรื่องที่ดีก็เลยปฏิบัติตามกัน
      
“ในส่วนสาเหตุอื่นๆ เช่น บางคนมีบุคลิกภาพอ่อนแอ เพราะ ถูกบังคับ ถูกกดขี่รังแกตั้งแต่เด็ก ทำให้ไม่เข้มแข็งจนอาจเกิดความเก็บกดคิดว่า ไม่ได้รับความสนใจและใส่ใจจากคนในครอบครัว จึงเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่นด้วยการโชว์เนื้อหนังและอวัยวะเพศในที่สาธารณะ เมื่อคนอื่นมอง หรือตกใจก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพฤติกรรมที่ทำแล้วมีคนสนใจ” รศ.พญ. ศิริรัตน์ กล่าว
      
จากการสำรวจสถานที่ที่วัยรุ่นนิยมเดินเที่ยวชื่อดังย่านต่าง ๆ เช่น ย่านปทุมวัน ลาดพร้าว สยาม และมหาวิทยาลัยต่างๆ พบว่า มีวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยที่มีพฤติกรรมตรงตามข้อมูลของ รศ.พญ. ศิริรัตน์ ซึ่งมีวัยรุ่นเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับข้อมูลของรศ.พญ. ศิริรัตน์
      
อย่างกรณี “ก้อย” (นามสมมติ) อายุ 19 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังย่านรังสิต เปิดใจถึงการแต่งตัวโชว์ชุดชั้นในที่มีสีสันลวดลายเด่นกว่าเสื้อนักศึกษาสีขาวตัวนอกว่า ตนใส่แบบนี้เป็นประจำ ถ้าวันไหนไม่ใส่ถือเป็นเรื่องแปลก และจะขาดความมั่นใจในตัวเองดูแล้วไม่เซ็กซี่
      
“ส่วนตัวไม่ติดว่าการที่แต่งตัวแบบนี้ เกี่ยวข้องกับอาการทางจิตแต่อย่างใด เป็นเพียงความชอบส่วนตัว ที่เลือกจะเป็นจุดสนใจของเพศตรงข้ามเท่านั้น”
      
น.ส.จิราพร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งย่านปทุมวันให้สัมภาษณ์ว่าตนใส่เสื้อรัดรูปเน้นช่วงบนตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือแล้ว คงไม่ถึงขนาดเป็นโรคจิต แต่ยอมรับว่าตามกระแสจากสื่อต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตประจำวัน เพราะ หากจะให้ตนหันมาใส่เสื้อผ้าตัวใหญ่ ๆ คงทำให้ไม่มั่นใจที่สำคัญคือตนมีของดีทำไมจะโชว์ไม่ได้
      
นาย พงษ์พันธ์ (นามสมมติ) อายุ 22 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังย่านบางนา และมีอาชีพพาร์ทไทม์เป็นเทรนเนอร์ในสถานออกกำลังกายแห่งหนึ่งย่านประชาชื่น ให้สัมภาษณ์ว่าตนคิดว่าผู้ชายทุกคนก็มีอวัยวะส่วนไหนที่ดูดีก็ย่อมมีอาการอยากโชว์ให้เพศตรงข้ามดู เหมือนกับผู้หญิงที่ชอบโชว์ส่วนที่ตนเองคิดว่าสวยที่สุดให้ผู้ชายมอง
      
ด้านน.ส.กนกวรรณ สุพรรณวรรณษา นักจิตวิทยาการปรึกษาประจำศูนย์จิตวิทยาการปรึกษาและสร้างสรรค์ชีวิตกล่าวถึง สาเหตุที่ผู้ชองโชว์ว่าเป็นการกระทำที่แสดงความเป็นตัวของตัวเอง ในส่วนลึกของจิตใจ และต้องการการยอมรับจากผู้อื่น “โรคชอบโชว์” เป็นโรคทางใจต้องใช้ใจรักษา
      
โดยถ้าพบเห็นคนที่รู้จักที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายที่จะเป็นโรคชอบโชว์คนรอบข้าง ต้องแสดงออกว่าพฤติกรรมที่คนเหล่านั้นทำเป็นสิ่งไม่น่ามอง และให้ความคิดเห็นว่าจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมได้ และดูแลให้ความรัก ความสนใจเสมอ เพื่อไม่ให้บุคคลกลุ่มดังกล่าวรู้สึกว่าโดดเดี่ยวและขาดที่พึ่ง
      
นอกจากนี้พฤติกรรมของกลุ่มคนที่เป็นโรคชอบโชว์ยังขยายวงกว้างไปอย่างรวดเร็วโดยผ่านสื่อออนไลน์ และมีการคิดค้น การคุยสดผ่านสื่อออนไลน์โดยการเห็นหน้าหรือเว็บแคม
      
นายนคร ศรีสุโข นักจิตวิทยาคลินิกสมาคมนักจิตวิทยาไทยกล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้โรคชอบโชว์แพร่ระบาดในสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะทางสื่อออนไลน์วา ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โรคจิตชนิดนี้แพร่ระบาดในสังคมมากขึ้น
      
เนื่องจากในอดีตการโชว์จำกัดอยู่เพียงในที่สาธารณะเท่านั้น โดยผู้ป่วยต้องใช้ความกล้าและความกลัวที่มีอยู่ในตัวเองเป็นตัวตัดสินใจก่อนกระทำ เหมือนการให้จิตใต้สำนึกสองฝ่ายสู้กัน ซึ่งต้องอาศัยความกล้ามากทีเดียว
      
ขณะที่ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องอาศัยการไตร่ตรองของจิตใต้สำนึกเท่าใดนักเพราะผู้ป่วยสามารถแสดงพฤติกรรมดังกล่าวในที่ส่วนตัวแล้วส่งผ่านสื่อ
      
นายนคร กล่าวเพิ่มเติมว่า สามารถแบ่งกลุ่มคนใช้เว็บแคมและสื่อออนไลน์ได้ 3 กลุ่ม
      
กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ต้องการทำให้ตัวเองเป็นที่สนใจของเพศตรงข้าม เป็นพวกหลงใหลในตัวเอง ต้องการเป็นดาราหน้ากล้อง ตามลื่อออนไลน์และอยากดัง
      
กลุ่มที่สองคือ กลุ่มแฝงโดยมักจะชอบแช็ท ด้วยภาพแล้วส่งภาพให้อีกฝ่ายดูแล้วเกิดอาการหลงใหลเคลิบเคลิ้ม มีวัตถุประสงค์คือ ต้องการมีเซ็กซ์ด้วย
      
กลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มที่ต้องการขายบริการทางเพศโดยจะส่งภาพนิ่งและคำบรรยายสัดส่วนให้ฝ่ายตรงข้ามก่อน วิธีการก็เริ่มจากพูดคุย หรือแช็ท จากนั้นก็จะมีการส่งผ่านกระบวนการนำไปสู่การขายในที่สุด
       
“พฤติกรรมวัยรุ่นส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มที่สอง ซึ่งไม่ต่ำว่า 40 เปอร์เซ็นต์ โดยมีฐานะค่อนข้างดี และพบในระดับมัธยมฯมากกว่าระดับมหาวิทยาลัย”
      
“พฤติกรรมดังกล่าวนี้บ่งบอกถึงการไม่ได้รับความอบอุ่นจากทางบ้านจึงต้องการเป็นที่สนใจของใครสักคนอยากมีคนรู้ใจเป็นปัญหาที่เกิดจากสถาบันครอบครัวบกพร่อง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้บ่อยครั้งสามารถส่งผลกลายเป็นคนที่ขาดเซ็กซ์ไม่ได้” นายนคร กล่าวทิ้งท้าย
      
กรณีนายเอ (นามสมมติ) ที่เคยผ่านประสบการณ์ทางเว็บแคมกล่าวว่า มีบางครั้งที่มีภาพการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ซึ่งลักษณะเช่นนี้คนที่เล่นเว็บแคมจะต้องสนิทกันจริง ๆ จึงจะดูได้เป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ เพราะส่วนใหญ่แล้วคนที่เล่นหากจะโชว์หน้าก็จะเห็นแต่หน้า ถ้าเป็นภาพเปลือยมักจะไม่เห็นหน้า แต่บางครั้งก็มีผู้หญิงใจกล้าให้เห็นและภาพเปลือยกาย
      
“ในครั้งแรก ๆ ที่แช็ทคุยกันยังเป็นปกติพอเริ่มสนิทเขาก็ถามว่าพี่อยากดูไหม เราอยากดูนะ แต่ไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ ตกใจที่เขากำลังถอดเสื้อทีละชิ้น ๆ จนแก้ผ้าหมด แล้วเขาถามว่าพี่เอาเท่าไหร่ เราก็รีบปิดแชททันทีไม่อยากคุยต่อแล้ว” นายเอกล่าว
       
นายนคร นักจิตวิทยาคลินิกกล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีป้องกันไม่ให้เด็กวัยรุ่นเป็นโรคชอบโชว์มากขึ้น ต้องเริ่มตั้งแต่เด็กพ่อแม่ควรอบรม สั่งสอนให้เด็กเรียนรู้ว่า สิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร ให้เขามีอิสระในความคิดสร้างความภูมิใจในตัวเขาเอง เพราะช่วงเด็กเป็นช่วงที่สำคัญและเป็นช่วงที่เด็กอยู่ใกล้ชิดครอบครัวที่สุด
      
แต่ถ้าอยู่ในช่วงมหาวิทยาลัยแล้ว เด็กจะมีความคิดเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นจึงยากที่จะสั่งสอน ส่วนวิธีการรักษานั้นต้องขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์และตัวของเขาเองว่าเขาต้องการเข้ามารับการบำบัดรักษาหรือไม่ แต่พวกนี้ไม่ได้มีพิษต่อใคร....


ข้อมูลจาก   ผู้จัดการออนไลน์    22 กันยายน 2548


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top