"ภัยข่มขืน"...ความขมขื่นของสังคม


โดย Webmaster วันที่ 23 ส.ค. 2555 23:32 น. อ่านไป 2,283 ครั้ง

10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ ในปี 2548 ที่สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) สรุปออกมา มีอย่างน้อย 2 เรื่องที่รัดร้อยประหนึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกันอย่างแยกไม่ออก สถานการณ์แรกคือ "สังคมไทยกับภัยข่มขืน" ส่วนอีกสถานการณ์หนึ่งที่ถูกจัดอันดับเป็นสถานการณ์เด่นไม่แพ้กันคือ "สื่อโป๊ๆ กับเรื่องเซ็กซ์ของวัยรุ่น"

หลายเสียงสะท้อนว่า ภัยข่มขืนมีสื่อลามกเป็นเครื่องช่วยกำหนดตัวกำหนัดให้อัดแน่น จนยากที่จะเก็บกดเอาไว้ได้ หนทางระบายตัณหาที่พุ่งเกินควบคุม บางมนุษย์เลือกเส้นทางที่มืดบอด เช่นเดียวกับหน้าที่มืดมัวจากแรงราคะเข้าครอบงำ เช่นนี้แล้วสถานการณ์ทั้ง 2 จึงตีคู่มาพร้อมกันในปี 2548 อย่างไม่อาจปฏิเสธ
      
ลำพังแค่ตัวเลขคดีข่มขืนที่ถูกแจ้งจากทั่วประเทศ ซึ่งสูงขึ้นทุกปีก็ทำให้คนในสังคมอกสั่นขวัญแขวนมากพอแล้ว หากแต่จำนวนตัวเลขการจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษ กลับสวนทางกับจำนวนคดีที่เพิ่มมากขึ้นอย่างน่าสงสัย ซึ่งนั่นยิ่งทำให้คนไทย อยู่กันแบบหายใจไม่ทั่วท้องหนักขึ้นไปอีก
       
ขณะที่คดีทางเพศพุ่งขึ้นอย่างหยุดไม่อยู่ สื่อที่นำเสนอเรื่องล่อแหลม "เซ็กซ์ - X - เสียว" ต่างๆ ก็ดูเหมือนจะมีช่องทางเข้าถึงเด็ก เยาวชน และวัยรุ่นได้ง่ายขึ้นด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ "ง่ายและเร็ว" ทั้ง เซ็กซ์ผ่านเน็ต เซ็กซ์ผ่านมือถือ และเซ็กซ์เว็บแคม
      
เซ็กซ์ผ่านเน็ตนั้น พบว่าเว็บไซต์โป๊ที่เป็นเว็บไซต์หลัก 10 แห่งของประเทศไทย จะนำไปสู่เว็บไซต์โป๊อีกประมาณ 1,000 เว็บไซต์ โดยผู้เล่นอินเทอร์เน็ตสามารถเข้าไปดูภาพโป๊เปลือย การร่วมเพศ และส่งภาพโป๊ของตัวเองหรือผู้อื่นในลักษณะแอบถ่ายให้ผู้ที่นิยมชมชอบเข้าไปดูตลอดเวลา รวมทั้งสามารถสั่งซื้อหนังแผ่นโป๊ และอุปกรณ์ SEXTOY ได้ด้วย โดยโปรแกรม CHAT พูดคุยสดเป็นเครื่องมือในการเชิญชวน หรือขายบริการทางเพศ หรือเพื่อสร้างความพึงพอใจให้ทั้งสองฝ่าย
      
เซ็กซ์ผ่านมือถือ ผู้ใช้สามารถถ่ายรูปโป๊ เปลือยของตนเอง หรือคนใกล้ตัว เก็บไว้ดูได้ทุกขณะ หรือดาวน์โหลดภาพโป๊ หรือคำพูดที่ส่อไปในทางลามกจากผู้ประกอบการที่ไร้สำนึกในราคาหลายบาท
      
เซ็กซ์เว็บแคม เทคโนโยลีที่เชื่อมต่อกล้องวีดีโอ และอินเทอร์เน็ตเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถพูดคุยกันเห็นภาพอิริยาบทต่างๆ ถูกนำมาใช้เพื่อถ่ายทอดการเปลื้องผ้าโชว์เรือนร่าง สำเร็จความใคร่ให้อักฝ่ายหนึ่งดูด้วยความสมัครใจ หรือเก็บค่าดูโดยโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร รวมทั้งยังสามารถดูภาพเคลื่อนไหวผ่านบริการของโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ด้วย เรียกว่า Sex MMS(Sex Multi-Media Service)
      
สื่อเหล่านี้ แม้ผ่านตาผู้เสพที่เป็นผู้ใหญ่ ก็อาจจะทำให้ผู้ใหญ่บางคนไม่อาจทัดทานความต้องการของสัญชาตญาณการสืบพันธุ์ได้แล้ว ยิ่งเมื่อผู้เสพอยู่ในวัยที่ด้อยวุฒิภาวะ ความเสี่ยงต่อการก่อเหตุคดีทางเพศยิ่งน่าหนักใจ
      
อ.อภิญญา เวชยชัย คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงสถานการณ์ของภัยข่มขืนในสังคมไทยขณะนี้ว่า สถิติภัยข่มขืนที่เกิดขึ้นนั้นมีจำนวนมากขึ้นจริง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากบริบทของสังคมที่เปลี่ยนไป ขณะที่ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงกระตุ้นจากสื่อ โดยเฉพาะสื่อล่อแหลมที่ไปเกิดอยู่ในพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปจัดการได้ทั่วถึง เช่น หนังสือที่เนื้อหามีแนวโน้มอาทำให้เกิดภัยทางเพศ พื้นที่ในหน้าอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ลามก เป็นต้น

"อีกประเด็นหนึ่งที่คาดว่ามีผลต่อภัยข่มขืนที่สูงขึ้น แต่เป็นประเด็นทางอ้อม คือ ลักษณะของการสื่อสารผ่านสื่อที่เน้นเรื่องเนื้อตัวของเพศหญิง เพศชายมากขึ้น และการแต่งกายที่เปิดเผยมากขึ้น หรือมีเนื้อหาสื่อไปทางเพศ เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าเรื่องเพศไร้พรมแดนมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ประสานและหลอมการรับรู้ของผู้คนในสังคมให้รู้สึกว่าเป็นสิ่งปกติ ขณะที่ปัญหาจากสื่อลามกซึ่งเป็นปัญหาเก่าก็แก้ไม่ทัน สื่อใหม่ที่เป็นภัยเงียบก็รุกคืบเข้ามาอีก แล้วสื่อเหล่านี้สามารถเข้าถึงเด็กได้เร็ว ที่บ้าน ที่โรงเรียนมีทีวี มีอินเตอร์เน็ต ซึ่งเขามีโอกาสเข้าถึงได้ตลอด"
      
คณบดีคณะสังคมศาสตร์ มธ. กล่าวอีกว่า ภัยข่มขืนที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนใหญ่จะไม่ใช่เรื่องคนแปลกหน้าทำต่อกัน แต่เป็นคนที่รู้จักกันดีกระทำต่อกัน โดยมีการวางแผน ล่อลวง หาโอกาส แสดงให้เห็นว่าภัยเหล่านี้มีอยู่รอบตัว ดังนั้น หากพิจารณาแล้วว่ามีโอกาสเสี่ยงต่อการถูกคุกคามทางเพศควรเอ่ยปาก "ปฏิเสธ" ทันทีไม่ต้องเกรงใจ
      
อย่างไรก็ตาม อ.อภิญญา ไม่ถึงกับสรุปว่า สังคมไทยอ่อนแอ เพียงแต่เราตามไม่ทันกับกระแสที่หลั่งไหลเข้ามาในสังคมเท่านั้น ทำให้ต้องมาตามแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการแก้ปัญหาเรื่องนี้นั้น รัฐควรจะมองว่าเด็กทุกคนมีโอกาสที่จะเป็นเหยื่อภัยข่มขืน และหาเจ้าภาพในการทำงานเรื่องนี้เป็นหลัก ขณะเดียวกันครู ผู้ปกครอง พ่อแม่ ก็ต้องร่วมกันเป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวัง เช่น ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีกลุ่มพ่อแม่ที่เข้าไปท่องเว็บปะปนกับเด็กๆ เพื่อให้ทันว่าวัยรุ่นสนใจเรื่องอะไร มีอะไรเสี่ยงหรือไม่
      
"เราต้องเริ่มสอนเรื่องนี้ตั้งแต่เด็ก ให้เขารู้เรื่องการจัดความสัมพันธ์ของตัวเองกับคนต่างเพศ และเพศเดียวกัน การทำความเข้าใจเรื่องเนื้อตัว ให้กลุ่มเด็กได้มีการเคลื่อนไหวด้วยตัวเขาเอง ส่วนสื่อก็ต้องเสนอสิ่งที่ไม่ใช่เพศรสเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเสนอสิ่งที่จะเป็นบทเรียนต่อสังคมด้วย อาจจะเป็นการยกว่ามีคดีไหนเกิดขึ้น บอกให้สังคมรู้ว่าทำไม เด็กถึงเดินเข้าไปติดกับดัก อยู่ในสภาวะไหน หาจุดเปลี่ยนที่ที่นำไปสู่การตกหลุม เพื่อเป็นบทเรียนให้ประชาชนได้ระวังตัว"
      
ด้าน สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิสตรีมูลนิธิเพื่อนหญิง ระบุว่า จากที่มูลนิธิเพื่อนหญิงรับผู้หญิงที่ถูกข่มขืนมาดูแลนั้น จะผ่านการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะจับผู้ต้องหามาลงโทษไม่ได้ โดย 90% คดีมีความล่าช้า 10% ผู้ต้องหามีอิทธิพล หรือคดีความหมดอายุ

"หญิงกลุ่มที่ไปแจ้งความ ส่วนใหญ่เมื่อเหตุเกิดขึ้นจะไม่ได้ไปแจ้งความทันที การหาร่องรอยหลักฐานจึงยาก โดยเหยื่อบางรายถูกขืนใจมากกว่า 1 ครั้ง รู้สึกทนไม่ได้แล้วถึงไปแจ้งความ บางรายไปแจ้งความแล้ว ผู้ชายก็หลอกว่าจะพาไปเจรจา แต่ก็ข่มขืนซ้ำอีก ขณะเดียวกันปัญหาใหญ่อีกประการคือ ความอายต่อเรื่องที่เกิดขึ้น หลายครั้งพนักงานสอบสวนเป็นชาย ซึ่งความอายทำให้การให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่เป็นเรื่องยากที่สุด ขณะที่เจ้าหน้าที่บางส่วนมีอคติไม่เชื่อว่ามีเหตุเกิดขึ้นจริงหรือเชื่อว่าผู้หญิงสมยอม ขณะที่เหยื่อส่วนหนึ่งถูกข่มขู่จากผู้เสียหาย อ้างว่าถ่ายรูปเก็บไว้และจะเอามาเปิดเผย เหล่านี้ทำให้การตามจับตัวผู้กระทำผิดเป็นไปได้ยากขึ้น"
      
สำหรับปัจจัยกระตุ้นให้ผู้กระทำผิดก่อคดีข่มขืนนั้น สุเพ็ญศรี ได้ให้ข้อมูลจากการพูดคุยกับผู้ต้องขังคดีข่มขืนในเรือนจำ พบว่าสุรา และสื่อลามกเป็นตัวปลุกเร้าอารมณ์เพศที่สำคัญ และนำไปสู่การข่มขืน ซึ่งภัยข่มขืน 70-80% ผู้ก่อเหตุเป็นคนใกล้ชิดเหยื่อ มีเพียง 20 % เท่านั้นที่เป็นการลงมือกระทำกับคนแปลกหน้า
      
นอกจากนี้มาตรการควบคุมผู้กระทำผิดที่หย่อนยาน และกระบวนการลงโทษที่เน้นการไกล่เกลี่ย ยอมความ ก็ส่งผลให้มีผู้กล้ากระทำผิดมากขึ้น บางรายก่อเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะไม่เกรงกลัวต่อบทลงโทษที่มี สิ่งสำคัญสังคม และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนคดีข่มขืนต้องปรับกระบวนทัศน์ใหม่ เนื่องจากยังมีความไม่เข้าใจผู้เสียหายจากคดีข่มขืนอยู่มาก สังคมต้องชื่นชมคนที่กล้าไปแจ้งความ เพราะเขาต้องต่อสู้กับความอับอาย ต่อการตั้งคำถามเพราะไม่เชื่อ หญิงสาวเหล่านี้จะมีความหวาดระแวงตลอดเวลาว่าคนอื่นๆ ไม่เชื่อเขา พูดออกไปแล้วจะหาว่าโกหกหรือไม่ เขาคิดวนเวียนตลอดเวลา และรู้สึกหมดคุณค่าในตัวเอง คนในสังคมต้องเปลี่ยนทัศนคติเรื่องนี้ใหม่ ขณะที่พนักงานสอบสวนก็ต้องให้การดูแล ให้ความมั่นใจกับเหยื่อ นอกจากนี้ควรเปลี่ยนกฏหมายว่าคดีข่มขืนไม่ควรเป็นคดีที่ยอมความกันได้ ปัจจุบันหากเหยื่อมีอายุ 15 ปี ก็สามารถยอมความกันได้ ทำให้คนก่อเหตุไม่ค่อยกลัว

ข้อมูลจาก  ผู้จัดการออนไลน์


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top