ตำนาน...ไข่อีสเตอร์


โดย Webmaster วันที่ 23 ส.ค. 2555 23:32 น. อ่านไป 2,134 ครั้ง

ในวันที่ 8 เมษายนที่จะถึงนี้จะเป็นวันเริ่มแรกของ เทศกาลอีสเตอร์ และนับเนื่องต่อไปจนครบเดือน ชาวคริสต์ทั้งหลายจะให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้กันอย่างมาก นอกจากจะมีประเพณีต่างๆ ที่สืบทอดต่อๆ กันมาแล้ว ชาวยุโรปจะถือว่าหลังพ้นฤดูหนาวอันน่าเบื่อหน่ายแล้ว ก็จะได้เริ่มต้นรับฤดูใบไม้ผลิอันสดใสด้วยการท่องเที่ยวกันอย่างสนุกสนาน
      
       ชาวคริสต์เชื่อกันว่า วัน EASTER คือวันกลับฟื้นคืนชีพของพระเยซู และถือกันว่า “ไข่” เป็นอาหารที่สามารถบริโภคได้เช่นเดียวกับนมและเนย ซึ่งไข่เป็นผลิตผลที่ได้จากสัตว์ โดยไม่ต้องทำการฆ่าให้เลือดตกยางออก และชาวคริสต์ในนิกาย ออร์โธดอกซ์ ถือเป็นประเพณีที่จะให้ไข่ทาสีแดงแก่เพื่อนสนิทในช่วงเทศกาลอีสเตอร์
      
       ซึ่งประเพณีนี้เริ่มจาก Mary Magdalene สตรีผู้มีบทบาทสำคัญมาตั้งแต่คริสตกาล ภาพหลังจากที่พระเยซูคริสต์เสด็จสู่สวรรค์ โดยที่นางได้เดินทางไปยังกรุงโรมและตะโกนร้องต่อหน้าองค์จักรพรรดิว่า “พระคริสต์ทรงฟื้นแล้ว” และได้มีการมอบไข่ทาสีแดงให้กับองค์จักรพรรดิด้วย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไข่จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ของเทศกาลนี้

ไข่สีแดงยังเป็นสัญลักษณ์ของหลุมฝังศพและชีวิตใหม่ โดยตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณชาวอียิปต์และชาวกรีกจะฝังไข่ลงไปในหลุมฝังศพ ชาวโรมันก็กล่าวว่า “ชีวิตทั้งปวงมาจากไข่” ซึ่งชาวคริสต์ก็น่าจะได้รับความเชื่อนี้ตกทอดมาจากคนโบราณเช่นกัน
      
       เมื่อตอกเปลือกไข่ให้แตกออก สีแดงคือสีของโลหิตแห่งพระคริสต์ผู้ไถ่บาปให้แก่ชาวโลก และฟองไข่หมายถึงชีวิตใหม่ภายหลังการคืนชีพของพระองค์ ในช่วงถือศีลไข่เป็นอาหารต้องห้าม แต่เมื่อพ้นวาระดังกล่าว ไข่ที่ต้มสุกก็หมายถึงการถนอมอาหารไม่ให้สูญเปล่า ซึ่งชาวสเปนก็ได้ปรุงอาหารชื่อ Hornazo ขึ้น เพื่อบริโภคในช่วงเทศกาลนี้ ที่ตกแต่งด้วยไข่ต้มเป็นสาระสำคัญ

ส่วนทางตอนเหนือของอังกฤษก็มีการต้มไข่แล้วนำมาเป็นการเล่นชนิดหนึ่ง โดยใช้ไข่ต้มสุกมาชนไข่ของผู้อื่นให้แตก หากไข่ของใครที่ยังคงรูปเดิมอยู่ถือเป็นผู้ชนะ หรือไม่ก็มีการกลิ้งไข่ต้มสุกลงจากเนินเขา ไข่ของใครกลิ้งไปได้ไกลที่สุดจะเป็นผู้ชนะ เหล่านี้คือการเล่นที่ใช้ไข่ต้มสุกมาเป็นอุปกรณ์ เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลดังกล่าวนี้
      
       ในช่วงของฤดูหนาวที่เพิ่งผ่านพ้นไปคือ ฤดูแห่งการถือบวชในศาสนาคริสต์ ซึ่งเป็นฤดูที่เคร่งครัดและจำกัดในเรื่องของอาหารการกิน เทศกาลอีสเตอร์ซึ่งเริ่มขึ้นในฤดูใบไม้ผลิคือสิ่งที่สร้างชีวิตชีวาให้สดใส จึงต้องมีการปรุงอาหารมื้อพิเศษเพื่อต้อนรับเทศกาลนี้ โดยในวันเริ่มต้นของเทศกาลนี้ จะมีประเพณีที่ทุกครอบครัวจะมากินอาหารร่วมกัน ซึ่งอาหารที่นิยมทำต้อนรับเทศกาลนี้ อาทิ

Boiled Eggs ไข่ต้มจะถูกเสิร์ฟเป็นอาหารเช้า โดยเรียงมาอย่างสวยงามในตะกร้าสาน และมีการให้การ์ดและของขวัญต่อกัน
      
       Roast Lamb แกะอบ ซึ่งถือว่าเป็นอาหารจานสำคัญของเทศกาล จะถูกเสิร์ฟพร้อมกับมินท์ซอสและผักต่างๆ
      
       Simnel Cake เป็นขนมที่นิยมกันในอังกฤษและไอร์แลนด์ ที่นิยมบริโภคในช่วงเทศกาลนี้พร้อมกับน้ำชา เป็นเค้กผลไม้หรือฟรุตเค้กคล้ายกับที่ทำขึ้นในช่วงเทศกาลคริสต์มาส หากแต่จะมีการตกแต่งด้วย marzipan ซึ่งทำจากอัลมอนด์เป็นก้อนกลม มาเรียงรายรอบบนหน้าเค้ก 11 ก้อน อันหมายถึงอัครสาวกทั้ง 11 องค์ (ไม่รวม Judas ศิษย์ทรยศ)
      
       Easter Biscuits หรือจะเรียกว่า “เค้ก” ก็ย่อมได้ ทำขึ้นสำหรับรับประทานในวันแรกของเทศกาลซึ่งเป็นวันอาทิตย์ เค้กนี้จะใส่เครื่องเทศ ลูกองุ่น และผลไม้แห้ง และผิวส้มขูด

ส่วนของขวัญที่มอบให้กันนั้น เดิมทีเป็นการนำไข่นกมาต้มและทาสีเปลือกให้มีสีสันที่สดใส แต่ในเวลาต่อมาก็เป็นการมอบไข่ที่ทำจากช็อกโกแลต หุ้มด้วยกระดาษตะกั่วอาบสีต่างๆ บ้าง หรือมิฉะนั้น ก็เป็นถั่วเคลือบน้ำตาลสี และบางครั้งก็ทำเป็นรูปตัวกระต่าย อันเป็นสัตว์ที่นิยมวาดกันในสมัยวิกตอเรียนบนการ์ด ก่อนที่ภาพหลังจะมีการสร้างด้วยวัสดุอื่นที่กินได้
      
       ในประเทศรัสเซียเมื่อครั้งยังปกครองโดยพระมหากษัตริย์ เจ้านายในราชวงศ์ โรมานอฟต่างนิยมสั่งช่างทอง Faberge ให้ทำไข่จากทองคำและโลหะมีค่า ประดับด้วยอัญมณีสีต่างๆ หรือมิฉะนั้น ก็ใช้วิธีประดับด้วยการลงยาเป็นสีต่างๆ โดยเฉพาะ สีชมพูเข้ม
      
       พระเจ้าซาร์ นิโคลัส ที่ II คือกษัตริย์ที่โปรดปรานไข่ทองลงยาฝีมือของ Faberge ที่สุด ทรงโปรดให้ทำขึ้นเพื่อพระราชทานให้แก่พระมเหสี และพระประยูรญาติสตรีหลายพระองค์ เป็นสมบัติที่ตกทอดไปทั่วยุโรป และเป็นศิลปวัตถุที่มีมูลค่ามหาศาล เป็นที่ต้องการของนักนิยมของเก่าเป็นอย่างมาก มีการนำออกประมูลโดยตัวแทนที่มีชื่อเสียงบ่อยครั้ง
      

 ข้อมูลจาก     ผู้จัดการออนไลน์ 22 มีนาคม 2550


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to top