อย่าปล่อยให้ท้องว่าง เพราะนั่นคือ สัญญาณทรมานของอาการอาเจียน


โดย Webmaster วันที่ 27 ส.ค. 2555 18:32 น. อ่านไป 30,152 ครั้ง

            คุณแม่ที่อยู่ในช่วงแพ้ท้องหลายคน เมื่อเกิดอาการอาเจียนมากๆ ก็พาลทำให้เกิดความเบื่ออาหารไปในทันที เพราะทานแล้วก็อาเจียนออกมาหมด แม้แต่น้ำแค่จิบก็ยังทำให้แทบอาเจียนออกมาได้อีก ยิ่งการทานอาหารให้อิ่มเต็มที่เหมือนตอนที่ยังไม่ท้องยิ่งไม่ต้องพูดถึง คุณแม่หลายคนเมื่อหิวจัดและเผลอทานอาหารหมดจานเต็มๆอสุดท้ายไม่ถึงสิบนาที อาหารที่ทานเข้าไปทุกอย่างก็ตั้งทัพเทกระจาดออกมาหมดไส้หมดพุง หลายครั้งจึงนึกท้อไม่อยากทานอาหารใดๆ อีกเลย แต่หากเราปล่อยให้ท้องว่าง ไม่มีอาหารใดลงกระเพาะนั่นต่างหากสัญญาณอันตรายอย่างแท้จริง เพราะจะทำให้คลื่นไส้ อาเจียนอย่างทุกข์ทรมานกว่าตอนได้ทานอาหารเข้าไปกว่าเดิมหลายเท่า

 
แต่ถึงเราจะอ่อนแอ อยากจะยอมแพ้แค่ไหน ตราบที่เรายังมีลมหายใจ เราก็ต้องบอกตัวเองให้ “สู้ต่อไปให้ได้” นั่นใช่ไหม หน้าที่สำคัญของคนเป็นแม่
 
คุณแม่ท่านใดที่ไม่อยากประสบกับภาวะที่ทรมานเช่นนี้ เรามาดูคำแนะนำง่ายๆ ที่ควรนำมาใช้ปฏิบัติเพื่อรับมือกับอาการอาเจียนหนักในยามรับประทานอาหารเพื่อป้องกันท้องว่างกันดีกว่านะคะ

1 เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการรับประทานขนมหรือของขบเคี้ยวกรุบกรอบง่ายๆ หลังจากตื่นนอนทันที เช่น บิสกิตหรือขนมปังกรอบจากนั้นเข้านอนต่ออีกสักพักจึงค่อยลุกขึ้นจากเตียง

2 ช่วงเวลาระหว่างวัน อย่าปล่อยให้ท้องว่างเด็ดขาด คุณแม่ควรแบ่งมื้ออาหารย่อยๆ ในปริมาณเท่ากับถ้วยเล็กๆ ไว้ทานสัก 6 มื้อต่อวัน อีกทั้งอาหารเหล่านั้นต้องไม่เป็นอาหารมัน รสจัด หมักดอง แต่เน้นอาหารที่อุ่นๆ หรือสดใหม่ ย่อยง่ายให้พลังงานได้ทันที อาจจะเป็นพวกข้าวต้มทานคู่กับหมูหยอง หรือทานโยเกิร์ตรสโปรดที่คุณแม่ชอบสักถ้วย อาจจัดขนมกรุบกรอบ พายผลไม้ เครื่องดื่มหวานเย็นไว้ในตู้เย็น เตรียมพร้อมในการหยิบมาทานได้ตลอดเวลา สำคัญที่ว่าคุณแม่ต้องค่อยๆ ทานทีละน้อยแต่เน้นให้ทานบ่อยๆ เหมือนคนชอบทานจุบจิบนั่นเอง เพราะถ้าหากทานเยอะเกินปริมาณ เราอาจต้องนอนกอดกระป๋องอาเจียนอีกรอบก็เป็นได้

3 จัดโภชนาการโดยเลือกทานอาหารที่มีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต รวมถึงวิตามินบี 6 ซึ่งอาหารเหล่านี้ทำให้ร่างกายคุณแม่ย่อยง่าย ให้พลังงานได้ดี ไม่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ส่วนวิตามินบี 6 นั้นช่วยลดอาการแพ้ท้องได้เป็นอย่างดีด้วยนะคะ

4 หมั่นรับประทานน้ำให้พอดีกับความต้องการทางร่างกาย แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณแม่ต้องดื่มน้ำทีละมากๆ รวดเดียวหมด เพราะนั่นยิ่งจะช่วยกระตุ้นอาการคลื่นไส้ให้หนักขึ้น แค่ให้จัดเตรียมเครื่องดื่มที่คุณแม่โปรดปรานเอาไว้ใกล้ๆ อย่างเช่น น้ำเปล่า น้ำผลไม้ ชาผลไม้ โดยเฉพาะกับน้ำขิงหรือชาขิงที่มีส่วนบรรเทาอาการและทำให้อาการแพ้ท้องหายได้ ทั้งนี้การดื่มน้ำแบบค่อยๆ จิบทีละนิดละน้อยแต่ให้จิบสม่ำเสมอตลอดทั้งวัน จะทำให้ร่างกายคุณแม่ไม่เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำได้อีกทางหนึ่งด้วย

Tip :: คุณแม่รู้ไหมว่า... ไอศกรีมเป็นทางเลือกหนึ่งที่ร่างกายคุณแม่แพ้ท้องสามารถตอบรับได้เป็นอย่างดี เพราะในไอศกรีมมีน้ำตาล รสชาติหวานมัน มีกลิ่นหอมหวานอ่อนๆ นอกจากให้พลังงานแก่ร่างกายได้แล้วยังละลายลงสู่กระเพาะเร็วกว่าอาหารประเภทอื่น แบบนี้ต่อให้คลื่นไส้อย่างไรร่างกายก็ไม่อาจอาเจียนออกมาได้อยู่ดี อีกทั้งความเย็นฉ่ำจากไอศกรีมยังช่วยกดทับอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ด้วย คุณแม่ที่ชอบทานขนมหวานเย็นฉ่ำๆ ลองให้ไอศกรีมเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้อารมณ์คุณแม่สดชื่นดูสิคะ เลือกซื้อเก็บไว้ได้เลยรสชาติโปรดปรานที่คุณแม่ชื่นชอบซื้อติดตู้เย็นไว้ หยิบมาทานได้บ่อยๆ ทุกวัน ทุกเวลาตามที่ต้องการ เพราะไอศกรีมถือเป็นพระเอกซึ่งมีหน้าที่เป็นเกราะป้องกันอาการแพ้ได้อย่างดีทีเดียวเชียวค่ะ แต่หลังจากที่คุณแม่หายแพ้ท้องแล้วก็อาจจะลดปริมาณการทานไอศกรีมลงมาบ้าง เพราะไอศกรีมเป็นตัวนำความอ้วนอย่างดีที่เปลี่ยนหุ่นคุณแม่หนูน้อยให้เป็นหุ่นแม่หมูได้เพียงในเวลาไม่กี่เดือน ดังนั้น เพื่อสุขภาพที่ไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานหรือโรคอ้วนทั้งคุณแม่และลูก เราควรซื้อไอศกรีมเก็บไว้ทานป้องกันในขณะแพ้ท้องเท่านั้นดีกว่า นอกเหลือจากเวลาช่วงดังกล่าวแล้วก็ทานบ้างพอหอมปากหอมคอดีกว่านะคะ
คำแนะนำเหล่านี้ สามารถช่วยบรรเทาและป้องกันอาการแพ้ท้องในช่วงเวลาที่ต้องรับประทานอาหารได้ ทำให้การทานอาหารของว่าที่คุณแม่มีทางเลือกมากขึ้น เราจะยิ้มได้และเลิกทดท้อใจกับอาการแพ้ในขณะที่ต้องรับประทานอาหาร อย่าปล่อยให้ท้องของเราว่างเปล่าอีกเลย เพราะนั่นจะเป็นสัญญาณเตือนที่บอกว่าเราอาจจะอาเจียนหนักอย่างทรมานอีกครั้งนั่นเอง
หลายครั้งที่ฉันนำคำแนะนำนี้มาใช้กับตัวเอง แล้วพบว่าใช้ได้ผลจริง และผลที่ได้รับก็คุ้มค่าดีกว่าปล่อยให้ท้องว่างแล้วอาเจียนเอาทุกอย่างออกมาหมดอย่างไม่เป็นท่า แบบนั้นจะยิ่งเป็นการทรมานตัวเองเสียมากกว่า เห็นไหมว่าทางเลือกใหม่สำหรับคุณแม่ที่เคยคิดจะเมินหน้าให้กับอาหารมีให้เห็นมากมายทีเดียว ค่อยๆ ลองนำมาปฏิบัติกันดูนะคะ ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนวิถีทางแต่ละข้อให้เข้ากับตัวเอง เพราะอย่างไรก็ตาม... เราก็ต้องทนสู้เพื่อลูกน้อย และที่สำคัญว่าที่คุณพ่อก็ยังคอยช่วยเป็นกำลังใจให้เราฮึดได้เสมอ

จงบอกตัวเองไว้ว่า การปล่อยให้ท้องว่างเป็นสัญญาณของความทุกข์ แต่ถ้าหากเรามีวิธีรับมืออย่างชาญฉลาด สุดท้ายสัญญาณแห่งความสุขก็ย่อมตกเป็นของเรา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


Back to top